Make your own free website on Tripod.com

สาเหตุที่ทำให้คนเป็นฆาตกร

           ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวันในบางครั้งมีเรื่องฆาตกรรมที่เลือดเย็นเสียจนทำให้ผู้อ่านรู้สึกสยองขวัญ และหลังจากที่ได้ อ่านเรื่องราวจากความเป็นมาและเป็นไปของคู่กรณีแล้ว ผู้อ่านทุกคนก็พอจะรู้ว่าเกิดจากความขัดแย้ง ความละโมบหรืออารมณ์โทสะ แค้นจนฆาตกรควบคุมอารมณ์สติสัมปชัญญะไม่ได้ เหล่านี้คือสาเหตุด้านจิตวิทยา แต่ถ้าจะถามว่าปัจจัยด้านชีววิทยาของคนประเภท ที่ขาดความรู้สึกสงสารจนสามารถฆ่าคนได้มีอะไรบ้าง ก็แทบจะไม่มีใครรู้คำตอบเลย

          ทุกวันนี้ นักจิตวิทยาหลายคนได้ยอมรับแล้วว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและด้านชีววิทยาของร่างกายมีบทบาทไม่น้อยในการทำให้คน เป็นฆาตกร จนนักจิตวิทยาบางคนถึงกับกล่าวว่า ความผิดปกติของร่างกายคือโรคชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้คนฆ่าคนได้ แต่กระทั่งถึงวันนี้นักชีววิทยาก็ยังรู้ไม่หมดว่าปัจจัยดังกล่าวมีอะไรบ้าง ดังนั้น การวิจัยค้นหาสาเหตุและปัจจัยเหล่านี้จึงมีความสำคัญ เพราะถ้าเรารู้แน่ชัด เราก็จะมีวิธีรักษาบุคคลอันตรายหรือป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการฆาตกรได้

          ในอดีต มนุษย์ได้สนใจศึกษาสาเหตุที่ทำให้คนเป็นฆาตกรรมมานานแล้ว Cesare Lombroso ผู้เป็นบิดาของวิทยาการด้าน อาชญากรรมวิทยาได้เคยตั้งสมมติฐานว่า คนที่เป็นฆาตกรหรือนักโทษที่จะก่อคดีอุกฉกรรจ์ มักเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาผิดปกติเช่น มีกะโหลกศีรษะที่บิดเบี้ยว มีคางยื่นและกรามใหญ่ หรือมีดวงตาทั้งสองข้างที่มีขนาดไม่เท่ากัน เป็นต้น และหากบุคคลที่มีรูปลักษณ์ ดังกล่าวนี้ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เขาจะไม่กระทำการฆาตกรรมใดๆ แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เขาก็จะลงมีดลงไม้ทันที แนวความคิดของ Lombroso นี้ ได้มีปรากฎในหนังสือชื่อ L' uomo delinquente ของเขา ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2419 และได้สร้างความตื่นเต้นให้กับสังคมมาก เพราะเป็นการนำเสนอผลงานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์และ วิจารณ์พฤติกรรมของฆาตกรได้ แต่ ณ วันนี้ ทฤษฎีของ Lombroso ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

            ส่วนสาเหตุทางด้านจิตวิทยา เช่น การมีความผิดปกติทางด้านจิตใจก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่นักจิตวิทยาเชื่อว่าสามารถทำให้คนเป็น ฆาตกรได้ เมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว นักจิตวิทยาชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ Henry Maudsley ได้เคยรายงานผลการสำรวจของเขาว่า บุคคลที่เป็นฆาตกรมักจะมีแนวโน้มเป็นคนวิกลจริตได้มาก ความคิดเห็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยาอีกท่านหนึ่งชื่อ William Healy ผู้มีความเห็นคล้ายกันว่า ความขัดแย้งด้านบุคลิกภาพคือสาเหตุสำคัญในการทำให้คนเป็นฆาตกรและความขัดแย้งนี้มิได้เกิด จากความบกพร่องทางชีววิทยาของบุคคลคนนั้นเพียงสาเหตุเดียว แต่มาจากความสัมพันธ์ที่ผิดปกติระหว่างคนๆ นั้นกับสภาพและ คนแวดล้อม แต่นักจิตวิทยาเองก็ยังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่า ความผิดปกติด้านจิตใจมีบทบาทมากเพียงใดในการผลักดันให้คนเป็นฆาตกร

           นอกจากความบกพร่องทางชีววิทยาและทางจิตวิทยาแล้ว ทฤษฎีที่ทำให้คนเป็นฆาตกรก็ยังกล่าวถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และ สภาพของสังคมรอบข้างด้วย

          ทุกวันนี้ เราก็คงยอมรับกันแล้วว่าสภาพอากาศมีส่วนทำให้คนมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงเมื่ออากาศร้อน ผู้คนมักมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย เมื่อประมาณ 170 ปีมาแล้ว นักจิตวิทยาชื่อ Adolphe Quetelet เคยเชื่อว่า อากาศร้อนจะผลักดันให้คนฆ่าคน และอากาศหนาว ผลักดันให้คนลักขโมยของ แต่นักจิตวิทยาอีกหลายคนเชื่อว่า สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันก็มีบทบาทไม่น้อยในการทำให้คน เป็นฆาตกร โดยเฉพาะ Gabriel Tarde นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสนั้นเชื่อว่า คนที่เป็นฆาตกรมักเป็นบุคคลที่เลื่อมใสในลัทธิ เอาอย่างคือชอบเลียนแบบการฆาตกรรมที่ฆาตกรคนอื่นๆ ได้กระทำไปและบุคคลจิตผิดปกติเหล่านี้มักได้รับการฝึกฝนและเสี้ยมสอน จากฆาตกรรุ่นพี่ จนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง

           ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ทฤษฎีสาเหตุของการฆาตกรรมนั้นมีมากมายด้วยเหตุนี้ ความพยายามใดๆ ที่จะสรุปว่ามันเกิดจากสาเหตุ หนึ่งสาเหตุใดแต่เพียงสาเหตุเดียว จึงเป็นการสรุปที่ขาดวิจารณญาณ

            ทุกวันนี้ วงการวิชาการกำลังสนใจศึกษาเรื่องนี้มาก และได้พบว่าบุคคลอันตรายประเภทนี้มักมีนิสัยต่อต้านสังคม และประมาณ 75% ของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ไม่มีอารมณ์อาทรบุคคลอื่น และมักไม่รู้สึกรับผิดชอบใดๆ ในการกระทำของตน เป็นคนที่มี อัตราสูงและเป็นนักวางแผนที่ไม่เคยคำนึงว่าจะมีใครใดบ้างที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ ดังนั้น เวลาจะฆ่าใครเขาก็คิดแต่เพียงให้คนๆ นั้นตายตามความต้องการของตนเท่านั้น และในการทดลองดูสภาพจิตใจของฆาตกรเหล่านี้ นักจิตวิทยาก็ได้พบว่า เวลาทดลอง ให้ได้ยินเสียงดัง คนที่มีจิตใจปกติพอรู้ว่าจะมีเสียงดัง เขาจะรู้สึกกระวนกระวายทันที เหงื่อจะตก ผิวหนังจะร้อนรุ่ม แต่คนที่มีจิตใจ เป็นฆาตกรจะไม่รู้สึกกระสับกระส่ายใดๆ หรือคนปกติเวลาตกใจ ตาจะกระพริบบ่อยแต่คนที่เป็นฆาตกร ถึงแม้จะถูกทำให้ตกใจ อย่างไรหรือเพียงใด ก็ไม่แสดงอารมณ์หรือในกรณีที่ทดลองให้ฟังคำบางคน เช่น คำว่า ฆ่า สังหาร หรือทำร้าย นักจิตวิทยาก็ได้พบว่า เวลาได้ยินคำที่ส่อแสดงอารมณ์ลึกๆ คนที่มีจิตใจปกติจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ในการซึมซับความหมายของคำเหล่านั้น หากเปรียบเทียบ กับคำสามัญทั่วไป แต่คนที่จิตใจฆาตกรไม่ว่าจะได้ยินคำที่มีความหมายลึกซึ้งหรือไม่ลึกซึ้ง เขาก็จะใช้เวลาในการฟังพอๆ กัน เหล่านี้คือฆาตกรที่นักจิตวิทยาคิดจะใช้ในการจำแนกบุคคลที่มีแนวโน้มจะเป็นฆาตกรจากคนปกติ

            แต่ขณะนี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า วิธีการถ่ายภาพสมองโดยคอมพิวเตอร์สามารถชี้บอกได้ว่าบุคคลใดมีความ บกพร่องด้านจิตใจหรือไม่

             A. Raine แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Los Angeles เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่เชื่อว่า เทคโนโลยีถ่ายภาพการทำงาน ของสมองที่รู้จักกันในนามว่า PET (positron emision tomography) หรือ MRI (magnetic resonance imaging) สามารถทำนายแนวโน้มการเป็นฆาตกรของคนได้ เพราะเขาได้พบว่าสมองส่วนที่เรียกว่า prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ มนุษย์ใช้ในการตัดสินใจ หากถูกทำลายในขณะที่เจ้าของมีอายุน้อย พอเวลาเติบใหญ่ เขาจะมีปัญหาด้านพฤติกรรมมาก เช่น ก้าวร้าว ส่วน J.Blair แห่ง University College ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ก็มีความเห็นว่า สมองส่วนที่เรียกว่า amygdala ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความกลัวของคน หากเวลาใดทำงานบกพร่อง คนๆ นั้นก็จะมีอารมณ์อยากฆ่าคน

            และเมื่อปี พ.ศ. 2543 Raine ได้แสดงภาพถ่ายสมองของฆาตกร 21 คน โดยเปรียบเทียบกับสมองของคนจิตใจปกติ ซึ่งเขาก็ได้ พบว่าโดยทั่วไปแล้วสมองของคนที่เป็นฆาตกรส่วนที่เรียกว่า prefrontal cortex นั้น จะมีขนาดเล็กกว่าสมองของคนที่มีจิตใจ ปกติถึง 14% ข้อสรุปเช่นนี้ได้ทำให้คนหลายคนตระหนักในความสำคัญของการวัดสมองว่า บุคคลใดที่มี prefrontal cortex ขนาดเล็ก กว่าปกติ เขามีแนวโน้มจะฆ่าคน หากจิตใจเขาถูกกระตุ้นและสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการฆาตกรรมนั้น และถ้าร่างกายเขา บกพร่องเช่นนี้จริง เขาก็ควรจะได้รับการบำบัดรักษาด้วยยา และรับจิตบำบัดอย่างดีก่อนเหตุร้ายจะระเบิด แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ อีกหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะมองเห็นว่าวิธีการนี้ก็คือวิธีการเดียวกับที่ Lombroso ได้เคยใช้เมื่อ 130 ปีมาแล้วนั่นเอง

            แต่ถึงแม้ความคิดเห็นของการพิจารณาจะขัดแย้งกันสักเพียงใดนักวิชาการทุกคนก็เห็นพ้องกันว่า การหามาตรการรักษาบุคคลที่จะ เป็นฆาตกร รวมทั้งมาตรการป้องกันการฆาตกรรมเป็นเรื่องจำเป็นที่ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จ 100% ทั้งนี้ เพราะวิทยาการ ด้านการวิจัยใดๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่รุนแรงของมนุษย์มักไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคมเท่าที่ควร และเมื่อสังคมมีความ มุ่งหวังที่จะลงโทษฆาตกรยิ่งกว่าที่จะหาวิธีแก้ไขจิตใจของเขาให้กลับสภาพปกติ ดังนั้น ความคิดใดๆ ที่จะจัดส่งคนเหล่านี้ เข้ารับการบำบัดด้านจิตใจจึงดูเป็นเรื่องที่นิ่มนวลเกินไป จนอาจทำให้คนนิยมกระทำฆาตกรรมมากขึ้น แต่ถ้าจะให้สังคมตัดสินใจว่า คนที่เป็นฆาตกรมีความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจเพียงใด โดยที่สังคมไม่มีเกณฑ์ หรือตัวเลขแน่ชัดเกี่ยวกับความผิดปกติเหล่านั้น สังคมไม่ควรกระทำ เพราะสังคมไม่มีความรู้พอ

             ทุกวันนี้ ระบบศาลสถิตยุติธรรมมักปลดปล่อยนักโทษโดยไม่ได้รักษาจิตใจ และร่างกายเขาให้เป็นปกติก่อน การกระทำที่หละหลวม เช่นนี้เปิดโอกาสให้เขากระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อสังคมเลย

การค้นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นฆาตกรจึงเป็นการวิจัยที่มีความสำคัญ